น่านกับแพร่เป็นสองจังหวัดที่มักถูกข้ามเพราะอยู่คนละแนวเขากับเส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย ผลพลอยได้คือทั้งสองเมืองยังไม่ถูกการท่องเที่ยวกลืนจนเสียหน้าตาเดิม เมืองเก่ายังเดินได้จริง คนยังอยู่อาศัยในตึกแถวเก่า และงานฝีมือยังทำกันเป็นอาชีพ ไม่ใช่ทำเพื่อขายนักท่องเที่ยวอย่างเดียว
เส้นทางที่ลงตัวคือเข้าน่านก่อนแล้วค่อยลงมาแพร่ เพราะแพร่อยู่ใกล้ทางกลับลงภาคกลางมากกว่า
น่าน เดินเมืองเก่าในระยะไม่กี่ร้อยเมตร
แกนของ น่าน คือ วัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นอาคารทรงจตุรมุขที่รวมโบสถ์กับวิหารไว้ในหลังเดียว มีบันไดนาคทอดขึ้นทั้งสี่ด้าน และภายในประดิษฐานพระประธานสี่องค์หันพระพักตร์ออกสี่ทิศ ซึ่งเป็นผังที่หาได้ยากมากในสถาปัตยกรรมไทย จิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างพื้นถิ่นที่นี่คือภาพกระซิบที่คนทั้งประเทศจำได้ ควรเดินชมตามทางเวียนและไม่ยืนบังภาพนาน เพราะห้องค่อนข้างแคบและมีคนหมุนเวียนตลอด ห้ามใช้แฟลชด้วยเพราะเป็นงานเก่าที่เสื่อมสภาพได้

ผ้าทอน่านที่ต้องดูให้เป็น
ผ้าทอน้ำไหลไทลื้อ เป็นงานที่ใช้เทคนิคเกาะล้วง คือใช้มือควักและเกี่ยวเส้นด้ายทีละจุด ทำให้สีเปลี่ยนได้อิสระในแนวเดียวโดยไม่ถูกจำกัดด้วยเส้นยืน วิธีดูว่าเป็นงานเกาะล้วงจริงคือรอยต่อของสีจะเป็นเส้นเฉียงพลิ้ว ไม่ใช่เส้นตรงตามแนวด้าย และพลิกด้านหลังจะเห็นปมด้ายที่เกี่ยวกันตรงจุดเปลี่ยนสี
แพร่ เมืองผ้าครามและหินรูปประหลาด
แพร่ มีสองอย่างที่คนจำได้ อย่างแรกคือ ผ้าหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้ง ซึ่งเป็นการย้อมครามแบบดั้งเดิมที่ต้องก่อหม้อครามและดูแลทุกวันเหมือนเลี้ยงสิ่งมีชีวิต เพราะสีเกิดจากการหมักของจุลินทรีย์ ผ้าที่ได้จะตกสีในการซักช่วงแรกเสมอ นั่นเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ของด้อยคุณภาพ ควรซักแยกจนน้ำใสก่อนซักรวมกับผ้าอื่น

อีกอย่างคือ แพะเมืองผี พื้นที่ที่ชั้นดินและหินทรายถูกน้ำฝนกัดเซาะจนเหลือเป็นเสาและหน้าผารูปทรงแปลกตา ที่นี่เปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ ทุกปีตามฝนที่ตก เสาบางต้นที่เห็นในภาพเก่าจึงไม่เหมือนเดิมแล้ว ห้ามปีนหรือจับเสาดินเพราะเปราะกว่าที่เห็นมาก
จังหวะเวลาและการเดินทาง
ทั้งสองจังหวัดอยู่ในหุบเขา ถนนเชื่อมระหว่างกันเป็นทางโค้งขึ้นลงต่อเนื่อง ควรเผื่อเวลาขับให้มากกว่าที่แผนที่บอก ฤดูหนาวอากาศดีที่สุดแต่ก็เป็นช่วงที่คนมามากที่สุดเช่นกัน ส่วนฤดูฝนสีเขียวของหุบเขาจัดจ้านที่สุดของปี แลกกับทางที่ลื่นและวิวที่อาจโดนหมอกบัง
ภาพ: Takeaway · Wikimedia Commons

